หรือสามารถเข้ามาติชมผู้เขียนได้ที่ penkhae5@thaimail.com
เรื่องเล่าจากเพลงโคราช
เพลงพื้นบ้านของชาวนครราชสีมามีหลายอย่าง เช่น เพลงกล่อมลูกเพลงกลองยาว(เถิดเทิง) เพลงเซิ้งบั้งไฟเพลงแห่นางแมว เพลงปี่แก้วเพลงหม่งเหม่ง เพลงลากไม้ เพลงเชิดเพลงช้าเจ้าหงส์ดงลำไยแต่เพลงที่เล่นกันแพร่หลายและมีอายุยืนยาวมาจนถึงปัจจุบันนี้ คือ เพลงโคราช
เพลงโคราชจะเริ่มเล่นตั้งแต่เมื่อใด ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด หลักฐานจากคำบอกเล่าต่อ ๆ กันมา มีเพียงว่า สมัยท้าวสุรนารี ( คุณย่าโม ) ยังมีชีวิตอยู่ ( พ.ศ. 2313 ถึง 2395 ) ท่นชอบเพลงโคราชมาก เรื่องราวของเพลงโคราชได้ปรากฏหลัดฐานชัดเจน คือในปี พ.ศ. 2456 ที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระราชชนนีพันปีหลวง เสด็จมานครราชสีมาทรงเปิดถนนจอมสุรางค์ยาตร์ และเสด็จไปพิมาย ในโอกาสรับเสด็จครั้งนั้น หมอเพลงชายรุ่นเก่าชื่อเสียงโด่งดังมากชื่อนายหรี่ บ้านสวนข่า ได้มีโอกาสเล่นเพลงโคราชถวาย เพลงที่เล่นใช้เพลงหลัก เช่น กลอนเพลงที่ว่า " ข้าพเจ้านายหรี่อยู่บุรีโคราชเป็นนักเลงเพลงหัด บ่าวพระยากำแหง ฯ เจ้าคุณเทศา ท่านตั้งให้เป็นขุนนาง .....ตำแหน่ง " ความอีกตอนเอ่ยถึงการรับเสด็จว่า " ได้สดับว่าจะรับเสด็จเพื่อเฉลิมพระเดชพระจอมแผ่นดิน โห่สามลา ฮาสามหลั่นเสียงสนั่น....ธานินทร์ "( สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงเป้นผู้บังคับการพิเศษประจำกรมทหารม้านครราชสีมา จนถึง พ.ศ. 2462 เมื่อเสด็จนครราชสีมา นายหรี่ สวนข่า ก็มีโอกาสเล่นเพลงถวาย )
เพลงโคราชมีโอกาสเล่นถวายหน้าพระที่นั่งในงานชุมนุมลูกเสือครั้งที่ 1 ในนามการแสดงมหรสพของมณฑลนครราชสีมา เกี่ยวกับกำเนิดของเพลงโคราช มีทั้งที่เป็นคำเล่าและตำนานหลักฐานจากคำบอกเล่าของหมอเพลงอีกจำนวนหนึ่งเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ในสมัยรัตนโกสินทร์มีสงครามระหว่างไทยกับเขมร เมื่อไทยชนะสงครามเขมรครั้งไร ชาวบ้านจะมีการเฉลิมฉลองชัยชนะ ด้วยการขับร้องและร่ายรำกันในหมู่สกที่เขาเรียกว่า " ซุมบ้านสก " ใกล้ ๆ กับชุมทางรถไฟ ถนนจิระและเริ่มเล่นเพลงโคราชกันที่หมู่บ้านนี้ ท่าทางการรำรุกรำถอย และการป้องหู มีผู้สันนิษฐานว่าประยุกต์มาจากการเล่นเจรียง ที่เป็นเพลงพื้นบ้านของชาวสุรินทร์ผสมผสาน กับเพลงทรงเครื่องของภาคกลาง
ผู้เขียน : ด.ญ. เพ็ญแข หวังปรุงกลาง ม.3/2 โรงเรียนขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา









ช้างเอเชีย (Elephas Maximus) ช้างเอเชีย คือ ช้างที่อาศัยอยู่ตามป่าในประเทศไทย อินเดีย พม่า กัมพูชา ศรีลังกา และมาเลเซีย ช้างเอเชียมีความสูงในขณะมีความสมบูรณ์เต็มที่ วัดจากปลายขาหน้าถึงไหล่ เฉลี่ยประมาณ 3 เมตร หัวเป็นโหนก มองจากด้านหน้าจะเห็นเป็น 2 ลอน เฉลียวฉลาดสามารถนำมาฝึกให้ทำงาน หรือฝึกให้แสดงท่าทางต่าง ๆ ได้ ใบหูเป็นแผ่นกว้าง ขอบหูด้านบนอยู่ในระดับของหัว ปลายงวงจะมีงอยเดียว หลังโค้ง เห็นได้ชัด เท้าหน้าทีเล็บข้างละ 5 เล็บ เท้าหลังมีข้างละ 4 เล็บ ช้างเอเชียซึ่งรวมถึงช้างไทยด้วยนี้ ถ้าเป็นช้างตัวผู้ เรียกว่าช้างพลาย ซึ่งจะมีงา ส่วนช้างตัวเมีย ที่เรียกว่าช้างพังนั้น โดยปกติจะไม่มีงา หรืออาจมีงาสั้น ๆ เรียกว่า ขนาย ช้างพลายที่ไม่มีงาก็มีอยู่บ้าง เรียกว่า ช้างสีดอ
ช้างแอฟริกา (Loxodonta Africana) ช้างแอฟริกา คือ ช้างที่อาศัยในทวีปแอฟริกา มีความสูงโดยเฉลี่ย 3.5 เมตร ซึ่งสูงกว่าช้างเอเชียหัวของช้างแอฟริกาจะเล็กกว่าหัวของช้างเอเชียอย่างเห็นได้ชัด มีโหนกที่หัวเพียงลอนเดียว ลักษณะที่ แตกต่างจากช้างเอเชียอย่างชัดเจนอีกอย่างหนึ่ง คือ ใบหูที่ใหญ่กว่า ขอบหูด้านบนสูงกว่าระดับหัวช้าง เมื่อกางออกเต็มที่ จะเห็นว่าใบหูใหญ่มาก ปลายงวงมี 2 จะงอย เท้าหน้าทีเล็บข้างละ 5 เล็บ เท้าหลัง มีข้างละ 5 เล็บ เท้าหลังมีข้างละ 3 เล็บ ช้างเแอฟริกามีงาเหมือนกันทั้งตัวผู้และตัวเมีย แต่มีความฉลาดน้อยกว่าช้างเอเชียและดุร้าย จึงยังไม่เคยมีผู้นำช้างแอฟริกามาฝึกเพื่อใช้งาน หรือฝึกเพื่อการแสดงเลย นอกจากช้าง 2 ตระกูลที่กล่าวมาแล้ว ยังมีช้างแคระ (Pygmy Elephant) สูงราว 2 เมตร เป็นช้างแอฟริกาอยู่ตามลุ่มน้ำคองโก มีเหลืออยู่น้อยมาก เพราะชาวแอฟริกันมักล่าเอาเนื้อมาปรุงอาหาร ช้างแคระ ในประเทศไทยก็เคยมีอยู่ตามป่าชายทะเลสาบสงขลา เรียกว่า ช้างค่อม แต่ปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว